"ถ้าซื้อของมาแล้วผู้ขาย/ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้ ต้องทำอย่างไร?"

โดยทั่วไปแล้ว เอกสารที่มีหลักฐานการจ่ายเงินสมบูรณ์ถูกต้อง เป็นไปตามกฏหมาย และสรรพากรยอมรับ เอกสารรายจ่ายนั้นควรจะมีข้อความ ดังนี้

  • ชื่อที่อยู่ของผู้รับเงิน/ผู้ขาย
  • มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี, หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับบุคคลธรรมดา
  • มีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อ/ผู้จ่ายเงิน
  • มีรายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวนเงิน
  • เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ

แต่ก็มีบ้างที่เมื่อเวลาไปซื้อของหรือจ่ายเงินแล้ว ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้ มีข้อหารือสรรพากรกำหนดกรอบไว้ให้ผู้ประกอบการมีทางเลือก ดังนี้

  1. ทำใบรับเงิน ระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับ วันเดือนปีที่จ่าย รายการที่จ่ายเงินว่าจ่ายเป็นค่าอะไร จำนวนเงิน และลายเซ็นผู้รับเงิน
  2. แนบสำเนาบัตรประชาชน
  3. แนบหลักฐานการจ่ายชำระอื่นๆ ประกอบ เช่น สำเนาเช็ค สำเนาใบ pay-in slip
  4. กรณีต้องมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหัก ก็แนบสำเนาการหักภาษีประกอบด้วย

เรื่องของหลักฐานรายจ่ายมักจะถูกประเมินภาษีค่อนข้างบ่อย เช่น ใบเสร็จรับเงินไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ(หรือเขียนสด), เป็นบิลเงินสด(ไม่ระบุชื่อผู้ขาย), ไม่มีหลักฐานการซื้อสินค้ามาแสดง ดังนั้นบริษัทต้องเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่ลงบัญชีถูกต้อง ออกบิลสมบูรณ์ หรือทำตามหลักข้อหารือสรรพากร ก็จะทำให้หลุดรอดปลอดภัยจากบ่วงภาษีได้


"การออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้"

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษี หรือใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้แล้ว ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น โดยดำเนินการดังนี้

  1. ถ่ายสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ และให้บันทึกรายการดังนี้ลงในภาพถ่ายหรือด้านหลังของภาพถ่ายดังกล่าว
    • ใบแทนออกให้ครั้งที่
    • วัน เดือน ปี ที่ออกใบแทน
    • คำอธิบายย่อ ๆ ถึงสาเหตุที่ออกใบแทน
    • ลงลายมือชื่อของผู้ออกใบแทน
  2. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งออกใบแทนตาม 1. บันทึกรายการตาม (1) - (4) ไว้ด้านหลังสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ด้วย
  3. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทน โดยระบุชื่อผู้ซื้อ เลขที่/เล่มที่ วันที่ของใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ที่ได้มีการออกใบแทน

"หลักเกณฑ์การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม แล้วออกฉบับใหม่ ต้องทำอย่างไร"

กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้จัดทำใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อได้รับการร้องขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและจัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ที่ถูกต้อง ให้ดำเนินการดังนี้

  1. เรียกคืนใบกำกับภาษีฉบับเดิมและนำมาประทับตราว่า "ยกเลิก" หรือขีดฆ่าแล้วเก็บรวบรวมไว้กับสำเนาใบกำกับภาษีฉบับเดิม
  2. จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ซึ่งเป็นเลขที่ใหม่ แต่จะต้องลงวัน เดือน ปี ให้ตรงกับ วัน เดือน ปี ตามใบกำกับภาษีฉบับเดิม และ
  3. หมายเหตุไว้ในใบกำกับภาษีฉบับใหม่ว่า "เป็นการยกเลิกและออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเลขที่… เล่มที่…." และหมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีที่จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ด้วย
  4. ผู้ประกอบการที่ขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม และออกฉบับใหม่ ต้องถ่ายเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิม (ฉบับที่ขอยกเลิก) ติดเรื่องไว้ และส่งมอบใบกำกับภาษีฉบับที่ขอยกเลิกคืนให้ผู้ออกใบกำกับภาษีนำไปรวมกับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
  5. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนด้วย

"ขั้นตอนปฏิบัติการทำลายสินค้าเสื่อมชำรุด เสื่อมคุณภาพ ล้าสมัย เพื่อตัดออกจากบัญชี"

หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการทำลายสินค้าชำรุด เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัย เพื่อตัดออกจาบัญชีสินค้าคงเหลือนั้น กรมสรรพากรได้วางหลักเกณฑ์การปฏิบัติไว้ดังนี้

  1. ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะทำลายสินค้า และตัดออกจากบัญชี จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ทำลายสินค้าแล้ว โดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติทางการค้าอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และให้ผู้ประกอบการแจ้งการทำลายสินค้าคงเหลือให้กรมสรรพากรทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งกรมสรรพากรอาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี และให้ผู้ประกอบการเชิญผู้สอบบัญชีของตนมาดูเพื่อเป็นพยานในการทำลาย พร้อมทั้งให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย
  2. เมื่อได้มีการทำลายสินค้าโดยปฏิบัติให้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติทางการค้าอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้า จึงไม่ถือว่าเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 71/1 (8) แห่งประมวลรัษฏากร จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าสินค้าที่ได้ทำลายและตัดออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือ

    (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค0811/08730 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541)

"การเสียภาษีกรณีส่งสินค้าออกไปเป็นตัวอย่าง"

  1. กรณีบริษัทส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าเพื่อส่งเสริมการขายของบริษัท ไม่ว่าลูกค้าดังกล่าวจะเป็นลูกค้าในประเทศ หรือต่างประเทศ ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าในประเทศ บริษัทไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่ส่งไปเป็นตัวอย่างมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร แต่บริษัทมีสิทธินำมูลค่าของสินค้าตัวอย่างตามราคาต้นทุนไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฏากร
  2. การส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ถือเป็นการขายโดยการส่งออกตามมาตรา 77/1 (8) และ (14) แห่งประมวลรัษฏากร ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 ดังนั้นบริษัทต้องนำไปรวมเป็นยอดขายโดยการส่งออกในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

    (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/7715 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543)